4 รูปแบบหลัก ของมาตรฐานงานก่อสร้าง

4 รูปแบบหลัก ของมาตรฐานงานก่อสร้าง

คอนกรีตเสริมเหล็ก Precast เป็นคำคุ้นหูในแวดวงงานก่อสร้าง ปัจจุบันระบบการก่อสร้างมีการพัฒนา ให้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น ซึ่งข้อดีข้อเสีย ในแต่ละรูปแบบก็มีความแตกต่างกัน และมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน ตามประเภทการใช้งานและลักษณะงานก่อสร้าง โดยสามารถแบ่งดังนี้

1. Post-tension

เป็นระบบพื้นไร้คาน ใช้เหล็กผูกกันอยู่ข้างในปูน เป็นส่วนหนึ่งความแข็งแรงของระบบพื้นชนิดนี้

ข้อดี คือ สามารถทำให้ช่วงเสายาวได้มากขึ้น ออกแบบให้มีค่าแอ่นตัวได้มากกว่า สามารถทนทานแผ่นดินไหวได้ดี ประหยัดเวลา ราคาค่าก่อสร้างถูกกว่าระบบ คสล (คอนกรีตเสริมเหล็ก) ได้จำนวนชั้นที่มากกว่าในความสูงที่เท่ากัน

ข้อเสีย คือ เหมาะสำหรับอาคารสูง ต้องเตรียมความพร้อมในหลายด้าน ไม่สามารถเจาะพื้นได้ ไม่เหมาะสมกับการต่อเติม

2. Precast

เป็นระบบบ้านสำเร็จรูป ใช้ผนังเป็นตัวรับน้ำหนัก

ข้อดี คือ ราคาค่าก่อสร้างถูกกว่าระบบ คสล (คอนกรีตเสริมเหล็ก) ระยะเวลาในการทำงานรวดเร็ว สามารถผลิตที่โรงงานและนำมาติดตั้งได้ สามารถรับแรงกระแทกด้านข้างได้ วิธีการคำนวณเพื่อป้องกันแผ่นดินไหว

ข้อเสีย คือ ต้องมีการทำต้นแบบมาตรฐาน และต้องมีจำนวนที่มากพอสมควรในการทำงานและแต่ละครั้งไม่สามารถต่อเติมหรือดัดแปลงใดๆได้

3. ระบบเสาและคานสำเร็จรูป

ระบบนี้การทำงานใกล้เคียงกับ คสล (คอนกรีตเสริมเหล็ก) แตกต่างกันเพียงแค่ ไม่ต้องหล่อเสาและคานที่หน้างาน แต่เป็นการยกมาประกอบแทน

ข้อดี คือ สะดวกรวดเร็วกว่าการหล่อหน้างาน ใช้ระบบเครื่องจักรแทนคนงานบางส่วน

ข้อเสีย คือ ต้องใช้ความชำนาญการ ทางด้านการติดตั้ง ซึ่งมาตรฐานโดยทั่วไปของผู้รับเหมา ไม่ค่อยได้
มาตรฐานที่มากพอ เพราะรอยต่อระหว่างเสาและคานที่ต้องติดตั้งประณีต มีไม่กี่บริษัทที่สามารถทำได้ดี

4. ระบบ คสล (คอนกรีตเสริมเหล็ก)

เป็นความคุ้นเคยของคนไทย กับการก่อสร้างในระบบนี้ และยังคงใช้ ประเภทนี้ในการทำงานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งระบบเสาอาคาร ที่ทำการหล่อและเทหน้างาน ผู้รับเหมาส่วนใหญ่มีความเชี่ยวชาญที่เท่าๆกัน

ข้อดี คือ ผู้รับเหมาส่วนใหญ่คุ้นเคย ตรวจงานง่าย เห็นหน้าหน้าตลอดเวลา ตรวจสเปคได้ ปรับเปลี่ยนแก้ไขได้(แล้วแต่ผู้รับเหมาจะยอมหรือไม่) และต่อเติมได้
มีผู้รู้ผู้ชำนาญการทางด้านการก่อสร้างประเภทนี้หลายคน มีทางเลือกในการคัดเลือกผู้รับเหมา
จบงานเรียบร้อยกว่า แต่ต้องขึ้นอยู่กับความใส่ใจของผู้รับเหมา และเจ้าของโครงการ

ข้อเสีย คือ ใช้เวลานานในการทำงาน ต้องใช้เวลาในการตรวจงานมาก มีสเปคให้เลือกใช้มากมาย ทำให้ยาก
ต่อการควบคุม ราคาสูงกว่าในทุกระบบ

ทั้งนี้ทั้งนั้น นักพัฒนาอสังหาฯ ไม่ว่าจะรายใหญ่รายย่อยจะเลือกพิจารณาตามความถนัดและความเหมาะสมกับ สถานการณ์ ของ เศษฐกิจ และความต้องการของตลาด

Leave a Reply

Close Menu